ชีวิตสดใสสุขภาพดีด้วยสมุนไพรไทย
posted on 26 Oct 2008 20:55 by thaiherb4uนาฬิกาชีวิต(BOILOGICAL CLOCK)
การแพทย์ตะวันออกถือว่า กลางวันและกลางคืนมีความสัมพันธ์กับสุขภาพของมนุษย์อย่างแยกไม่ออก โดยมองลึกลงไปอีกว่า ช่วงเวลา 24 ชั่วโมงในวันหนึ่งนั้น ภายในร่างกายของมนุษย์ยังมีการไหลเวียนของพลังชีวิตที่ผ่านอวัยวะภายในของร่างกายซึ่งประกอบด้วย อวัยวะต้นและอวัยวะกลาง
อวัยวะ ต้น หมายถึง หัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด ม้าม ตับ ไต
อวัยวะ กลาง หมายถึง กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก
กระเพาะปัสสาวะ ระบบความร้อนของร่างกาย (ชานเจียว)
การไหลเวียนของพลังชีวิต (ลมปราณ) ที่ผ่านแต่ละอวัยวะนั้นจะใช้เวลาสองชั่วโมง ทั้งหมดมี 12 อวัยวะ รวม 24 ชั่วโมง คือ หนึ่งวัน เรียกว่า "นาฬิกาชีวิต" ตัวอย่าง เช่นการไหลเวียนของเส้นลมปราณปอด จะมีพลังไหลเวียนเริ่มต้นที่เวลา 03.00 น.และสูงสุดในช่วงประมาณ 04.00 น. จากนั้นจะค่อย ๆ ลดลงและออกจากเส้นลมปราณปอด ไปยังเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ เวลา 05.00 น. การรักษาโรคของเส้นลมปราณปอดที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดจึงควรอยู่ระหว่างเวลา 03.00-05.00 น. ได้มีการศึกษาวิจัยพบว่า ผลของการใช้ยา ตะวันตกคือ ยาดิติตาลิสในการรักษาโรคหัวใจล้มเหลว (มีการคั่งของน้ำในปอด) การให้ยาในช่วงเวลา 04.00 น. จะให้ผลออกฤทธิ์ประมาณ สี่สิบเท่า ของอาการให้เวลาอื่นเป็นต้น การเคลื่อนไหวของพลังชีวิต ของอวัยวะภายในมีกฎเกณฑ์
ที่แน่นอนและสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเวลา (นาฬิกาชีวิต) ร่างกายเราจึงมีกลไก การปรับตัวมีการสร้างสารคัดหลั่งฮอร์โมน การทำงานของระบบต่าง ๆ ฯลฯ เป็นไปตามสภาพธรรมชาติ ที่เปลี่ยนแปลงไป
การดำเนินชีวิตและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ จึงเป็นหลักฐานของการมีสุขภาพที่ดีและมีอายุยืน ปราศจากโรคโดยแบ่งเป็นช่วงเวลาดังนี้
01.00.- 03.00 น. เป็นช่วงเวลาของตับ ควรนอนหลับพักผ่อนถ้าใครนอนหลับได้ดี เป็นประจำในช่วงเวลานี้
ตับจะหลั่งสารมีราโทนิน (meratonine) เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย นอกจากร่างกายจะหลั่งมีราโทนินประจำแล้ว ยังหลั่งสารเอนโดรฟิน (endrophin) ออกมาด้วย จึงไม่ควรกินอาหาร เพราะจะทำให้ตับทำงานหนักและเสื่อมเร็ว หน้าที่หลักของตับคือ ขจัดสารพิษในร่างกาย ส่วนหน้าที่รองคือ
- 1. ช่วยไตในการดูแล ผม ขน เล็บ ถัาตับมีปัญหา ผม ขน เล็บ จะไม่สวย
- 2. ช่วยกระเพาะย่อยอาหาร ถ้ากินบ่อย ๆ จะทำให้ตับทำงานหนัก ตับจะหลั่งน้ำย่อยออกมามาก จึงไม่ได้ทำหน้าที่หลัก เป็นเหตุให้สารพิษตกค้างในตับ
03.00 -05.00 น. เป็นช่วงเวลาของปอด จึงควรตื่นนอนลุกขึ้นเพื่อสูดอากาศที่บริสุทธิ์ และรับแสงแดด ในยามเช้า ผู้ที่ตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจำ ปอดจะดี ผิวดีขึ้น และจะเป็นคนที่มีอำนาจในตัว
05.00-07.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่ ควรขับถ่ายอุจจาระทำให้เป็นนิสัยทุกเช้า ถ้าไม่ถ่ายให้ใช้วิธีกดจุดที่ตำแหน่งสองข้างของจมูก ถ้ายังไม่ถ่ายให้ดื่มน้ำอุ่น 2 แก้ว ถ้ายังไม่ถ่ายให้ดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว โดยใช้น้ำ 1 แก้ว+น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ + น้ำมะนาว 4-5 ลูก ทำดื่มจนกว่าจะถ่ายหรือ บริหารโดยยืนตรง หายใจเข้าแล้วก้มลงพร้อมทั้งหายใจออก เอามือท้าวเข่า แขม่วท้องจนเหมือนว่าหน้าท้องไปติดสันหลัง
07.00-09.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารจะทำงาน ถ้ากินอาหารเช้าในช่วงเวลานี้ทุกวัน กระเพาะอาหารจะแข็งแรง ถ้าปล่อยให้กระเพาะอาหารอ่อนแอ จะส่งผลให้เป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล ขาไม่ค่อยมีแรง ปวดเข่า หน้าแก่เร็วกว่าวัย
09.00-11.00 น. เป็นช่วงเวลาของม้าม ม้ามจะอยู่ชายโครงด้านซ้าย มีหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือด สร้างน้ำเหลือง ควบคุมไขมัน คนที่ปวดศีรษะบ่อยมักมาจากความผิดปกติของม้าม อาการเจ็บชายโครงสาเหตุมาจาก ม้าม กับตับ
-ม้ามโต ม้ามจะไปเบียดปอด ทำให้เหนื่อยง่าย ผอมเหลือง ตาเหลือง สร้างเม็ดเลือดขาวได้น้อย
-ม้ามชื้น อาหารและน้ำที่กินเข้าไปจะแปรสภาพเป็นไขมัน จึงทำให้อ้วนง่าย
ผู้ที่มักนอนหลับในช่วงเวลา 09.00-11.00 น. ม้ามจะอ่อนแอนอกจากนี้ม้ามยังโยงถึงริมฝีปาก ผู้ที่พูดบ่อยๆ หรือพูดเก่งๆ ม้ามจะชื้น จึงควรพูดน้อยกินน้อย ม้ามจึงแข็งแรง
11.00-13.00 น. เป็นช่วงเวลาของหัวใจ หัวใจทำงานหนักในช่วงเวลานี้ จึงควรหลีกเลี่ยงความเครียด เหตุที่ทำให้ต้องใช้ความคิดหนัก และหาทางระงับอารมณ์ตื่นเต้น หรืออาการตกใจให้ได้
13.00-15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก จึงควรงดการกินอาหารทุกประเภทเพื่อเปิดโอกาสให้ลำไส้ทำงาน ลำไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึมสารอาหาร ที่เป็นน้ำทุกชนิด เช่น วิตามินชี บี โปรตีนเพื่อสร้างกรดอะมิโน สร้างเซลล์สมอง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างไข่สำหรับผู้หญิง ถ้ากรดอะมิโนน้อย ไข่จะมาไม่ครบทุกเดือน ผู้หญิงมีลำไส้ยาวกว่าผู้ชาย 11 ฟุต เพื่อให้การดูดซึมได้นานกว่า เนื่องจากต้องใช้กรดอะมิโนมากกว่าผู้ชาย เมื่อมีลำไส้ยาวกว่า จึงมีกระดูกซี่โครงมากกว่าผู้ชายข้างละ 1 ซี่
15.00-17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ แนวพลังของกระเพาะปัสสาวะเริ่มจากหัวตา - ผ่านหน้าผาก - ศรีษะ - ท้ายทอย - แผ่นหลังทั้งแผ่น - สะโพก - ด้านหลังขา - หัวเข่า - น่อง - ส้นเท้า - นิ้วก้อย กระเพาะปัสสาวะจะเกี่ยวข้องกับระบบความจำ ไทรอยด์ และระบบเพศทั้งหมด
ช่วงเวลานี้จึงควรทำให้เหงื่อออก อาจจะออกกำลังกาย หรืออบตัว กระเพาะปัสสาวะจะได้แข็งแรง ข้อควรระวัง
ถ้าเหงื่อมีโซเดียมปนออกมามากไตจะวาย แต่ถ้ามีโปตัสเซียมปนออกมามาก หัวใจจะวาย แก้ไขเรื่องหัวใจวายดว้ยการให้ดื่มน้ำส้มหรือน้ำมะนาวเพื่อเติมโปตัสเซียม (ผู้ที่มีโปตัสเซียมน้อยตอ้งระวังเรื่องการฉีดยาชา เพราะยาชา จะทำให้โปตัสเซียมลดลงอย่างรวดเร็ว หัวใจอาจวายได้ง่าย) การอั้นปัสสาวะบ่อยๆ ปัสสาวะจะถูกดูดซึมเข้าสู้กระแสเลือด ทำให้เหงื่อที่ออกมามีกลิ่นเหมือนปัสสาวะ
17.00-19.00 น. เป็นช่วงเวลาของไต จึงควรทำใจให้สดชื่น ไม่ง่วงเหงาหาวนอนในช่วงเวลานี้ ผู้ใดมีอาการง่วงนอนช่วงเวลานี้ แสดงว่ามีปัญหา เรืองไตเสื่อม ถ้านอนหลับแล้วเพ้อ แสดงว่าอาการหนักมาก
-ไตซ้ายจะคุมสมองด้านขวา ซึ่งควบคุมด้านความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์สุนทรีย์ รักสวยรักงาม ชอบแต่งตัว ถ้าไตซ้ายมีปัญหา อารมณ์รักสวยรักงามจะหมดไป กลายเป็นคนปล่อยเนื้อปล่อยตัว และเป็นคนขี้ร้อน
-ไตขวาจะคุมสมองด้านซ้าย ซึ่งควบคุมด้านความจำ ถ้าไตขวามีปัญหา ความจำจะเสื่อม และเป็นคนขี้หนาว
(ผู้ที่ไตแข็งแรงจะเป็นคนมีอายุยืนเป็นคนกล้า)
ถ้าลำไส้เล็กมีไขมันเกาะมาก อาหารที่อยู่ในรูปของสารละลายจะผ่านลำไส้เล็กไม่ได้ จึงตกเป็นภาระของไต เป็นผลให้ไตทำงานหนัก จึงกลายเป็นโรคไต ผู้ที่เป็นโรคไต สมองจะเสื่อม ปวดหลัง เป็นหวัดง่าย มีเสลดในคอ การดูแลคือ ตอนเช้าอาบน้ำเย็น ตอนเย็นให้อาบน้ำอุ่น กรณีที่อาบน้ำไม่ได้ ให้ใช้วิธีแช่เท้า แต่น้ำควรใส่สมุนไพรที่ถูกกับโฉลกของผู้ป่วย เช่น ขิง ข่า กระชาย อย่างใดอย่างหนึ่ง
19.00-21.00 น. เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ ช่วงเวลานี้ควรจะสวดมนต์ ทำสมาธิ ปัญหาเกี่ยวกับเยื่อหุ้มหัวใจ คือหัวใจโต หัวใจรั่ว เส้นโลหิตหัวใจตีบ ดังนั้นผู้ป่วยต้องระวังเรื่องตื่นเต้น ดีใจ การหัวเราะ กรณีเส้นเลือดขอด ต้องดูแล เยื่อหุ้มหัวใจให้แข็งแรง ควรใส่เสื้อผ้าชุดสีดำ เทา เอาเท้าลงแช่ในน้ำอุ่น
21.00-23.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น จึงห้ามอาบน้ำเย็นในช่วงเวลานี้ เพราะจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย อย่าไปตากลม เพราะเป็นช่วงที่ลมเป็นพิษ
23.00-01.00 น. เป็นเวลาของถุงน้ำดี (ถุงน้ำดีเป็นถุงสำรองเก็บน้ำย่อยที่ออกมาจากตับ) อวัยวะใดในร่างกายเมื่อขาดน้ำ จะมาดึงน้ำจากถุงน้ำดี ทำให้ถุงน้ำดีข้น เป็นผลให้อารมณ์ฉุนเฉียว สายตาเสื่อม เหงือกจะบวม ปวดฟัน นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก หรือตอนเช้าจะจาม (ถุงน้ำดีจะโยงไปถึงปอด) จะปวดศรีษะข้างเดียวหรือสองข้างโดยไม่ทราบสาเหตุ (ผู้ที่ตัดถุงน้ำดีออก เมื่อตรวจด้วยลูกดิ่งจะพบว่า ถุงน้ำดีข้น มักมีอาการปวดขา ปวดสะโพก)
ทางแก้คือ อย่าใส่ชุดนอนที่ทำจากใยสังเคราะห์ ไนล่อน ชุดนอนที่ทำจากใยสังเคราะห์จะไปดูดน้ำในร่างกาย ควรสวมชุดผ้าฝ้ายดีที่สุด ไม่ควรนอนบนที่นอนสูงๆ เพราะจะทำให้เสียน้ำในร่างกาย ดังนั้นควรดื่มน้ำก่อนเข้านอน หรือก่อนเวลา 23.00 น. จะดี
กินอย่างไรจึงจะสุขภาพดี
คนมีสุขภาพดีตามหลักอภิธรรม ความบกพร่องทางรูปกาย มีสาเหตุ 4 ประการคือ
1. เกิดจากกรรม บางคนแก้กรรมก็หายป่วยได้
2. เกิดจากจิต เป็นวิธีคิดของคนบางคนทำให้ตัวเองป่วยได้ เช่น ความโกรธ คนที่โกรธบ่อยๆ จะทำให้ตับเสื่อมและเป็นสาเหตุของมะเร็งด้วยทำไมจึงโกรธ เพราะมีสารอาดรีนาลีนเยอะ ทำไมจึงมีสารนี้มาก เพราะกินเนื้อสัตว์ สัตว์รู้ตัวว่าจะถูกฆ่า ร่างกายของมันจะหลั่งสาร อาดรีนาลีน ออกมาเพื่อกล่อมประสาท ซึ่งสารพิษนี้ยังตกค้างอยู่ ในเนื้อสัตว์ที่เขาชำแหละ แม้จะนำไปต้มหรือทอด สารนี้ก็ยังตกค้างอยู่ ถ้าสารตัวนี้สะสมมากในร่างกายของคนเรา จะทำให้ฝันเหมือนวิ่งหนีเพราะถูกไล่ฆ่า วิธีคิดของคนสามารถทำให้ป่วยได้ หรือการแสดงอาการต่าง ๆ เช่น โกรธ น้อยใจ ไม่ได้ดั่งใจ งอน จะป่วยด้วยโรคทรวงอก ให้สังเกตคนที่ป่วยเป็นมะเร็งที่ทรวงอกมักจะเป็นคนขี้น้อยใจ ขี้กังวล
3. เกิดจากเหตุ อุตุ ในพระไตรปิฎกแปลว่า พลังงาน พลังงานการไหลเวียนในร่างกายไม่ดีอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เกี่ยวกับการกิน อุตุ แบ่งเป็น 2 แบบคือ -อัณณัตอุตุ (พลังงานที่ไหลเวียนในร่างกาย)
-พหิทธอุตุ พลังงานที่มาจากภายนอกแล้วซึมชับเข้ามาในร่างกายเราได้พลังงานที่ไหลเวียนในร่างกายอยู่ที่ไหน ในร่างกายมีเซลล์ประสาทเชื่อมโยงจากสมอง ในสมองคนมีอนุภาพแม่เหล็ก 7.000 ชิ้น จากสมองมีสายคล้ายสายไฟโยงไปทั่วร่างกาย เรียกว่า เซลล์ประสาท ข้างในเซลล์มีโพรง ตรงกลางมีประจุไฟฟ้าบวก รอบนอกมีประจุไฟฟ้าลบ ประจุไฟฟ้าลบมีหน้าที่ไล่จับอนุมูลอิสระ ต่อต้านเชื้อโรค ถ้ามีประจุไฟฟ้าเยอะก็ไม่ค่อยป่วย ชื่อเรียกประจุไฟฟ้าลบ มีความแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม เช่นในญี่ปุ่นเรียกว่า ชิ จีนเรียกว่า ชี่ ชี่กง ในอินเดียเรียกว่า ปราณ นที หรือกุณฑลินี ถ้าเราวัดค่าสนามแม่เหล็กในคนปกติพลังงาน เป็นปกติ 0.7 เกาท์ ในคนที่กินเนื้อสัตว์จะมีน้อยกว่า และจะเจ็บป่วยบ่อยเพราะค่าอุตุหรือพลังงานปั่นป่วน คนกินมังสวิรัติมักจะสูงกว่า 0.7 ยกเว้นบางกลุ่ม -สี กลิ่น เสียง รส การเคลื่อนไหวออกกำลังกาย เป็นการกระตุ้นอุตุ
4. เกิดจากการกินอาหาร ในศาสนาพุทธแบ่งอาหารเป็น 4 กลุ่ม
ก. กวพิงกลาหาร ได้จากการกินพวกพืชผักสมุนไพร เน้นที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ข. ผัสสาหาร จากการสัมผัส เสียดสี ของสวยงามต่างๆ เช่น อัญมณี หินสีสวยงาม
ค. มโนสัญเจตนาหาร จากการใช้สมาธิ
ง .วิญญาณาหาร อาหารทีได้จากจิตวิญญาณ จากความรักความผูกพัน จากความสัมพันธ์ระหว่าง ครูอาจารย์กับศิษย์ หรือคนที่มีเป้าหมาย มีความคิดเหมือนกันจะสามารถประครองชีวิตให้อยู่ได้ เวลาตกฟากของคนไม่เหมือนกัน จะเป็นตัวแสดงธาตุเจ้าเรือน หมอสมัยโบราณจึงต้องใช้วิธีคำนวณวันเดือนปีเกิดของเด็ก เพื่อจะได้รู้ว่าระบบไหน ภายในร่างกายอ่อนแอ เมื่อเด็กโตเป็นผู้ใหญ่ธาตุเจ้าเรือนจะเปลี่ยนไปตาม วิธีคิดและสิ่งแวดล้อม ไม่สามารถ กินอาหารตามธาตุ เหมือนตอนเป็นเด็กได้ ต้องกินตามธาตุปัจจุบัน อวัยวะภายในร่างกายมี 12 ระบบ แต่ละระบบจะทำงานหนักเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ในแต่ละวัน ช่วงตีสามถึงตีห้า ปอดจะทำงานหนัก คนที่มีปัญหาเรื่องปอดจะไม่ค่อยตื่นเวลานี้ คนตื่นได้ตีสาม ตีห้า แปลว่าปอดแข็งแรง มีโอกาสเป็นผู้นำคน เพราะลมมาจากปอด พูดมีพลังอำนาจ คนตื่นสาย ปอดจะไม่แข็งแรง
การรักษาโรคปอดหรือหอบหืด
ใช้ขิงเท่าหัวแม่มือของผู้ป่วย หอมแดงเท่าขิง กระเทียมเท่าขิง ปั่นหรือตำ เติมน้ำ 1 แก้ว กรองเอาแต่น้ำ ใส่น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ บีบมะนาว 3-4 ลูก ไม่เกิน 1 เดือน หอบหืดจะหาย เว้นเสียแต่จะเป็นมานานหลายสิบปีอย่างนี้ต้องใช้เวลา 60 วัน
ช่วงตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีหน้าที่ขับถ่ายอุจจาระออกไป แต่คนเรามักจะไม่ตื่นในช่วงนี้ ซึ่งเป็นเวลาที่ลำไส้ต้องบีบอุจจาระลง เมื่อไม่ตื่นจึงต้องบีบขึ้น เมื่อไม่ถ่ายตอนเช้า ลำไส้ใหญ่จึงรวน ดูอย่างไรว่าลำไส้รวน จะมีอาการปวดหัวไหล่ กล้ามเนื้อเพดานจะหย่อน แล้วทำให้นอนกรนในที่สุด ในรายที่ลำไส้ใหญ่ผิดปรกติ ควรตื่นนอนก่อนตีห้า แล้วไปขับถ่าย ถ้าไม่ถ่ายให้ดื่มน้ำอุ่น 2 แก้ว ถ้ายังไม่ถ่ายอีก ให้ดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาว และกดจุดข้างจมูกช่วย คนที่ขับถ่ายยากต้องกินอาหารเช้า บางคนไม่กินอาหารเช้า ดื่มกาแฟเพียงแก้วเดียวก็อิ่ม ร่างกายจะดูด กากอาหารตกค้าง ซึ่งกำลังจะเป็นอุจจาระกลับเข้ากระเพาะ ใหม่ เท่ากับ " กินกาแฟแกล้มอุจจาระ"
ช่วงเจ็ดโมงถึงเก้าโมงเช้า กระเพาะอาหารจะทำงานเต็มที่ช่วงนี้ ถ้าเราไม่ทานอาหารเช้า อุจจาระจะถูกดูดกลับมาที่กระเพาะ กลิ่นตัวจะเหม็น ถ้าเราขับถ่ายออกหมดเกลี้ยงเกลา จะไม่มีกลิ่นตัวเท่าไห่ร อย่างน้อยขอให้มี โยเกิร์ด+นมสด+น้ำผึ้ง +มะนาว ก็จะได้สารอาหารเพียงพอในมื้อเช้าแล้ว สูตรนี้ได้มาจากพระไตรปิฏก บำรุงกระเพาะ สมองดี
วิธีการดูแลแผลในกระเพาะอาหาร เนื่องจากมีกรดมาก ใช้ขมิ้นชันเท่านิ้วก้อย 3 แง่ง ต้องขูดเปลือกออกก่อนเพราะในเปลือกมีสารสเตียรอยด์สติกนิน (สารนี้สะสมมากอาจเป็นอันตรายได้) นำมาหั่นเป็นแว่นๆ ใส่ถ้วยเติมน้ำร้อนลงไป 3 ช้อนชา แต่ตักดื่มเพียง 2 ช้อน ที่เหลือทิ้งไป เป็นการรักษาแผลตามหลอดอาหารได้ดีมาก ผู้เป็นแผลที่หลอดอาหารมักไม่ค่อยรู้ตัว จะมีเสมหะบ่อย กินอาหารแล้วร้อนที่คอ ส่วนใหญ่เมื่อกินยาเข้าไปรักษา ยาจะเลยหลอดอาหารไปลงกระเพาะหมด ลองใช้สูตรนี้คือ กล้วยหอม หรือ กล้วยน้ำว้าดิบ ประมาณ 2 ผล ใช้ทั้งเปลือกตัดจุกตัดก้าน หั่นเป็นแว่นๆ นำไปต้มในหม้อใส่น้ำพอท่อม เติมน้ำตาลกรวด กินเป็นประจำ ส่วนกล้วยหอมสุก กินทุกวันตอนเย็นสองลูก จะทำให้หัวริดสีดวงฝ่อ หรือต้มกล้วยหอมสุกทั้งเนื้อ และเปลือก ใส่น้ำตาลกรวด กินทั้งเนื้อและเปลือกก็ จะดีมาก
ช่วงเก้าโมงเช้า ถึง สิบเอ็ดโมง ม้ามจะทำงานหนัก ให้ พูดน้อย กิน น้อย ไม่นอนหลับ
ช่วงสิบเอ็ดโมง ถึง บ่าย เป็นช่วงของระบบหัวใจ หมายถึงกล้ามเนื้อหัวใจ คนที่มีปัญหาเรื่องนี้ ดูที่อาการปวดไหล่ ไม่ได้แสดงอาการที่หน้าอก กล้วย ส้ม มะเขือ เตย รากบัว บำรุงหัวใจ (เม็ดบัวบำรุงตับ ไต )
ช่วงบ่าย ถึง สามโมงเย็น เป็นช่วงลำไส้เล็ก ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากในยุคสมัยนี้ เพราะว่าเป็นต้นเหตุของไข้หวัด หนู นก และเป็นตัวฆ่านักมังสวิรัติ ลำไส้เล็กขดไปมาในร่างกายผู้ชาย 30 ฟุต ผู้หญิงจะมากกว่าชายอีก 10 ฟุต การที่ไส้ขดไปขดมา เมื่อกินอาหารเข้าไป ส่วนที่ย่อยไม่หมดจะไปเน่าเสียตกค้าง อยู่ตรงส่วนที่หักมุมของลำไส้เศษผักไม่เท่าไหร่ ที่เป็นปัญหาคือทุกวันนี้ใช้น้ำมันผัดผัก เพราะเร็วดี ถ้าเป็นน้ำมันธรรมชาติล้วนๆ เช่น น้ำมันมะกอก จะไม่เป็นปัญหาต่อลำไส้เล็ก แต่น้ำมันที่ซื่อขายทั่วไปมักมีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม แม้จะบอกว่าเป็นถั่วเหลือง หรือเมล็ดทานตะวันก็ตาม ลองเปรียบเทียบการทำความสะอาดครัว สมัยนี้ ต้องใช้น้ำยาเคมีเพื่อล้างคราบน้ำมันเหนียวเหนอะออกไป
น้ำมันปาล์มเมื่อโดนความร้อนจะทำให้เหนียวหนืด เวลาโฆษณามักจะบอกว่าไม่เป็นไข เมื่อนำไปแช่ตู้เย็น แต่ร่างกายคนเรามีอุณหภูมิ 37 องศา เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปเกาะที่ลำไส้ เวลาดื่มน้ำ น้ำก็ไม่สามารถทะลุผ่าน ทำให้ต้องฉี่บ่อยๆบางคนดื่มน้ำไปไม่ถึงสิบนาทีก็ต้องลุกไปฉี่เพราะไตทำงานหนัก เมื่อเป็นอย่างนี้ทุกวันจะทำให้กระดูกเสื่อมเพราะไตเป็นตัวควบคุมกระดูกและสมอง และเลือดไปเลี้ยงสมองก็น้อย เกิดปัญหาสมองเสื่อม ตามมาอีก น้ำไม่เข้าร่างกาย แต่สิ่งที่ผ่านเข้าไปได้คือวิตามินเอ อี ดี แต่วิตามินซี โปรตีน กรดอะมิโน ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้จึง โละไปให้ไต ไตต้องทำงานหนักเพราะต้องขับโปรตีนออกมา เพราะฉะนั้น คนทีเป็นโรคไตเวลาตรวจปัสสาวะจะพบโปรตีน เพราะโปรตีนไม่สามารถดูดซึมเข้าร่างกายได้ ต้องมีสี่ตัวห้าม สามตัวแห่ คือ วิตามินซี บี 1 บี 3 บี 6 และบี 11 เข้าไปเป็นชุดของมัน จะขาดตัวหนึ่งตัวใดไม่ได้ ต้องมาพร้อมๆ กัน ที่ไตทำงานหนักก็เพราะเหตุนี้
เมื่อเป็นปัญหาที่ไต น้ำไม่อาจผ่านเข้าไปได้ สิ่งที่ตามมาคือ ถุงน้ำดีข้น ถุงน้ำดีจะเก็บน้ำดีจากตับแล้วมาย่อยไขมัน ถุงน้ำดี จะแห้งทุกวันเพราะน้ำไม่เข้าตัว เราจะตื่นนอนหรือนอนไม่หลับในช่วงห้าทุ่มถึงตีสาม ไปหลับอีกทีในช่วงเช้ามืด ซึ่งเป็นเวลาที่ควรตื่นนอนแล้ว เพราะว่าช่วงนี้มันง่วง ก็ไปหลับเช้ามืดอีกที เพราะฉะนั้นช่วงนี้ถุงน้ำดีจะข้น ซึ่งเป็นเหตุของไมเกรน ถ้าแพทย์แผนปัจจุบันต้องรอให้ปวดหัวเสียก่อน แต่แพทย์แผนโบราณจะตัดสินว่าเป็นไมเกรนได้ ตั้งแต่เริ่มมีอาการคอแห้ง ร้อนใน ปวดตามซี่โครง ปวดขาด้านข้าง เสียวฟัน ปลายประสาทฟันดูเหมือนจะอักเสบตลอดเวลา ไปหาหมอฟัน หมอจะถอนฟันให้ พอปวดกระบอกตา ปวดหู หมอจะบอกว่าน้ำในหูไม่เท่ากัน แต่ต้นเหตุจริงๆ มาจากถุงน้ำดีข้น ซึ่งเป็นเรื่องของเหตุตามๆ กันมา ที่ทำให้ปวดหัวข้างเดียวหรือสองข้าง เลือดเลี้ยงสมองส่วนหน้าไม่พอ จะมีปัญหา สายตาตามมา ตาจะเป็นต้อง่าย จมูกจะเป็นไซนัสง่าย เป็นภูมิแพ้ง่าย นี้คือ ผลพวงมาจากลำไส้เล็กไม่สะอาดทั้งสิ้น
วิธี detox ลำไส้เล็ก ตามธรรมชาติ เอาสูตรมาจากพระไตรปิฏก คือสูตร โยเกิร์ต + นมสด + น้ำผึ้ง +น้ำมะนาว กินเข้าไปจะไปล้างลำไส้ได้ แลคโตบาซิลัส ในโยเกิร์ต จะไปช่วยไขมันที่อยู่ในลำไส้ ไปย่อยขยะในลำไส้ด้วย เปลี่ยนเป็น วิตามินบี 12 ให้เรา สูตรนี้กินตอนเช้าลดความอ้วน กินตอนเย็นเพิ่มความอ้วนฝึกดื่มน้ำตามมากๆ เป็นวิธีแก้
ถ้ามีผลต่อเนื่องที่เกิดจากไขมันเกาะในลำไส้เล็ก เช่น เป็นโรคไตเกิดขึ้น การที่ผมเปลี่ยนสีเป็นสัญลักษณ์ของอาการไตเริ่มเสื่อม ไตสองข้างเสื่อมจะมีอาการไม่เหมือนกัน ถ้าไตซ้ายเสื่อมท่านจะขี้ร้อน และไม่ไส่ใจตนเองไม่ค่อยดูแลตัวเอง เป็นอะไรก็ปล่อยละเลย ปล่อยตัวแต่ไม่ปล่อยวาง ไม่กตัญญูต่อแผ่นดินที่ไห้ร่างกายนี้มา ร่างการเราเป็นแผ่นดินของจิตวิญญาณ ถ้าไตขวาเสื่อมจะขี้หนาว ความจำลดลง ไม่ต้องรอให้หมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคไต ถ้าเริ่มมีสัญญาณก็จัดการตัวเองเลย เห็ดหูหนูดำ เป็นตัวดูแลไตที่ดี บางสำนักอาจจะตีความเห็ดชนิดนี้ไว้ไม่ดีว่า อาจเป็นพิษหรืออะไร ที่จริงเห็ดเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีกว่าถั่วเหลือง เต้าหู้ นักมังสวิรัติบางคนถูกครอบงำ ด้วยสารพิษ ในลูกชิ้นเทียม อาหารจากธรรมชาติดีที่สุด เห็ดหูหนูดำบำรุงไต เห็ดหูหนูขาวบำรุงปอด ถ้าเอาเห็ดสามอย่างมาปรุงอาหารรวมกัน จะเกิดความมหัศจรรย์ขึ้น สามารถล้างพิษในตับได้ ผมเคยเป็นนัก ธรรมชาติบำบัดมาหลายปี มีประสบการณ์ในการ รักษาคนไข้ โรคมะเร็ง มีประสบการณ์ในการกินเห็ดสามชนิด ทำให้หายดีขึ้น
เห็ดสามชนิด คือเห็ดอะไรก็ได้ที่กินได้ จะทำแกงส้มกินก็ได้ ทั้งสามตัวนี้สามารถช่วยรักษาตับ ซีสต์เนื้องอก มะเร็ง มีการคนพบว่า คนเป็นเนื้องอกใหญ่ในมดลูกช่องท้อง หลังกินเห็ดสามอย่างเป็นประจำ พวกซีสต์เนื้องอกจะลดลง มีกลุ่มผู้ป่วยที่ รพ.นวครป่วยเป็นชีสต์ในมดลูก เขาเอาเห็ดสามอย่างมาทำแกงเลียง แกงส้ม ต้มยำ หรือของหวานก็ได้ทั้งนั้น หรือจะทำน้ำดื่มใส่มะตูมใบเตย เครื่องดื่มนี้ถ้าทานเป็นประจำจะล้างสารพิษในร่างกายออกได้ดี อาจจะต้มใส่กาก็ ห่วยซัว ใส่หม้อต้มกับสาหร่ายทะเล ไม่ต้องปรุงอะไรอร่อยพอดี เป็นซุปทานประจำก็ได้
เรื่องไต ตัวที่บำรุงไตอย่างดีที่สุดคือกระชาย ไม่ถึงขนาดต้องใช้กระชายดำ เพราะกระชายดำราคาแพง เอากระชายเหลืองธรรมดา 1 กก. ใส่น้ำเยอะๆ ปั่นผสมกับโหระพา รินเอาแต่น้ำใส ทำมากๆแล้วเก็บใส่ตู้เย็นไม่ต้องต้มเพราะมันฆ่าเชื้อด้วยตัวเอง ผสมน้ำผึ้ง น้ำมะนาว ดื่มบำรุงสมอง บำรุงกระดูก เลือดเลี้ยงสมองไม่ดี ความจำเสื่อม นอนไม่ค่อยหลับ จะชวยได้ แล้วผมจะกลับมาดกดำอีก ( ผมอายุ 50 ปี สมัยก่อนหัวล้าน ผมร่วง หงอกด้วย พอได้น้ำกระชายก็กลับมาดำใหม่ ไม่ต้องย้อมเลย ) ไม่ควรย้อมหรือโกรกผมเพราะสารเคมีพวกนี้มีพิษต่อตับ ให้กินอย่างนี้ผมจะกลับดำตั้งแต่โคนขึ้นมาเลย น้ำกระชายที่กรองไว้อยู่ได้เป็นเดือน ทำเป็นเครื่องดื่มประจำดีมาก
โคเรสเตอรอล แพทย์ตะวันตกไม่ให้ความสำคัญกับเยื่อหุ้มหัวใจ มันมีผลต่อการทำให้โดเรลเตอรอลสูง มีผมทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว เส้นเลือดตีบในสมองหรือคนที่เป็นเส้นเลือดขอด ให้ใช้กระเจี๊ยบแดงต้มกับพุทราไทยหรือจีนก็ได้ เติมน้ำตาลกรวดเล็กน้อย เอาไว้ล้างไขมันในเลือด ในรายที่เส้นโลหิตในสมองตีบ ก็แนะนำให้ต้มกระเจี๊ยบกับพุทราจีนกิน เขาก็หายได้ เป็นเรื่องง่ายๆแต่แต่ช่วยได้เยอะ ในรายที่ร่างกายไม่ค่อยสร้างเม็ดเลือด มีเม็ดเลือดน้อย หรือเป็นลมหน้ามืดบ่อย การใช้สับปะรสปั่นกับใบโหระพาจะช่วยสร้างเม็ดเลือดได้ดี เด็กมีเลือดน้อย ลองทำให้กิน ในรายที่ทานมังสวิรัติ แล้วคิดว่าขาดโปรตีนอย่ากังวล เพียงปั่นสับปะรสพาดื่ม ก็สามารถเพิ่มเม็ดเลือดได้ เป็นการสร้างโปรตีนให้แก่ร่างกายวิธีง่ายๆ แม้แต่พืชผักในธรรมชาติก้มีแหล่งโปรตีน และกรดอะมิโนอยู่ในตัวขอเพียงรู้จักวิธีนำมาใช้ ก็จะเกิดประโยชน์
ตอบคำถาม
ถ้าช่วงเพลแล้วรู้สึกง่วงเหมือนไม่สบาย คือหัวใจอ่อนแอ โดยหลักควรจะงีบสักสิบห้านาทีแล้วดื่มน้ำสับปะรด
ปั่น กับ โหระพา ไปบำรุงหัวใจอาการจะดีขึ้น
- ท้องผูกต้องใช้ยาตลอดมา ขอให้หยุดยา ตื่นแต่เช้าก่อนตีห้าลองดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาวลงไป พยายามตัดใจไม่ใช้ยาถ่ายเพราะทำให้ปลายประสาทเสื่อม ควรดื่มน้ำตามเยอะๆ กดจุดช่วย สู้กับมันให้ได้ทำจนเกิดความเคยชิน พยายามทานโยเกิร์ต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว พวกนี้จะไปล้างลำไส้ใหญ่ให้สะอาด แล้วปลายประสาทจะดีขึ้น
- ตัวปรับสมดุลในรายประจำเดือนไม่ปรกติ เกิดจากฮอร์โมนผิดปรกติ ตัวควบคุมฮอร์โมนอยู่ในภาวะปรกติที่ดีที่สุดคือ น้ำกระชาย ถ้าฮอร์โมนมากไปหรือน้อยไป น้ำกระชายสามารถปรับให้สมดุลได้ ตัวอย่าง เช่น ผู้ชายมีฮอร์โมนเพศชายมากไป ผมจะร่วง ต้องปรับฮอร์โมนให้ลดลง ถ้าฮอร์โมนสมดุลจะทำให้ไม่เจ็บป่วยง่าย ปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ระบบเพศ ให้น้ำกระชายซึ่งไม่มีสารสเตียรอยด์สติกนินที่มีอยู่ในโสม ซึ่งต้องสกัดสารเหล่านี้ออกก่อน กระชายมีสรรพคุณทางด้านบวกดี เหมือนโสม แต่ว่าด้านเสียของโสม ไม่มีในกระชาย
- ในพระไตรปิฏกพูดเรื่องมะม่วงสุกคั้นรักษาอาการ Menopause ในฤดูที่ไม่มีมะม่วงให้ใช้กระชายแทน
- กรณีเลือดใสเพราะขาดโปรตีนของผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยมะเร็งไม่สามารถกินโปรตีนได้ ต้นเหตุของมะเร็งคือ โปรตีนจากสัตว์ทุกชนิด ไปทำให้เซลล์มะเร็งมัน Firm ให้งดโปรตีนจากสัตว์โดยเด็ดขาด แต่โปรตีนจากเห็ดไม่เป็นพิษกับมะเร็ง แต่จะเป็นตัวไปขจัดมะเร็ง เพราะฉะนั้น การใช้เห็ดสามชนิดมารวมกันจึงกลายเป็นยาขึ้นมาได้ลอง เปรียบ เทียบกับดินปืนที่ใส่ประทัด ถ้าแยกส่วนประกอบออกมาแต่ละตัวแทบจุดไม่ติดไฟ แต่พอนำมารวมกันกลายเป็นระเบิดได้ เห็ดก็เหมือนกันเวลาแยกกันอยู่มันก็แค่อาหารธรรมดา ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ พอรวมกันสามอย่างมีค่ากรดอะมิโน ที่สามารถไปลดเซลล์มะเร็ง ซีสต์เนื้องอกได้ เพราะฉะนั้นโปรตีนจากเห็ดสามอย่างรวมกันสามารถช่วยลดอัตราการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ เห็ดสามอย่างจะใช้เห็ดอะไรก็ได้ แต่แนะนำให้ใช้ เห็ดหอม เห็ดหูหนูขาว และ เห็ดหูหนูดำ เพราะเป็น ของแห้งเก็บได้นาน
- โรคปวดในกระดูก ตามความเป็นจริงแล้ว กระดูกจะปวดก็ต่อเมื่อ มันแตก หัก หรือร้าวเท้านั้น อาการปวดที่เกิดอาจเป็นที่เส้นเอ็น ซึ่งจะต้องแยกให้ออก ถ้าปวดบริเวณสันหน้าแข้ง ไม่ใช้กระดูก เกิดจากกระเพราะผิดปรกติ ต้องตรวจดูว่ากินอาหารเช้าระหว่าง 7 โมงถึง 9 โมง เช้าหรือไม่ วิตกกังวลมั้ย ในกรณีผู้ถาม เป็นเพราะดื่มกาแฟแต่เช้า และ ทานอาหารเช้าตอนสายมาก ประมาณเก้าโมง ด้วยเหตุนี้จึงปวดขา ควรต้องปรับเวลาอาหารเช้าให้เร็วขึ้น และ เพื่อรักษากระเพาะให้ใช้กล้วยดิบ ตัดหัวท้ายต้มกับน้ำตาลกรวด หรือขมิ้นชัน (ที่กล่าวไว้แล้วตอนต้น)
อาหารเป็นยา
1. น้ำสับปะรดปั่นกับใบโหระพา หรือตำลึง (กินใบโหระพาวันละ 7 ยอด เป็นยาอายุวัฒนะ)
เครื่องปรุง สับปะรด 1 หัว
ใบโหระพา 1 ขีด
วิธีทำ ปอกเปลือกสับปะรด ปั่นผสมกับใบโหระพา แล้วกรองเอาแต่น้ำดื่ม
สรรพคุณ - ลดลมในตัว
- - แก้อาการเลือดข้น
- - ทำให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนหน้าดีขึ้น
- - ลดความดันโลหิตสูง
- - บำรุงหัวใจ
- - เพิ่มเม็ดเลือดแดง ถ้าใช้ทั้งแกนสับปะรด จะเพิ่มเม็ดโลหิตขาวด้วย
- - ลดอนุมูลอิสระ
2. เห็ดสามอย่าง (เห็ดหอม+เห็ดหูหนูขาว+เห็ดหูหนูดำ+ผลมะตูมแห้ง+ใบเตย)
เครื่องปรุง เห็ดหอม+ เห็ดหูหนูขาว + เห็ดหูหนูดำ (แห้ง) หรือ เห็ดฟาง + เห็ดนางฟ้า + เห็ดเป๋าฮื้อ (สด)
วิธีทำ นำเห็ดแห้ง 3 อย่าง แช่น้ำให้นิ่ม แล้วหั่น นำไปต้มรวมกันหรือ นำเห็ดสด 3 อย่าง ล้างแล้วหั่นต้มรวม
กัน ใส่น้ำเยอะๆ นำมะตูมแว่นมาปิ้งให้หอม แล้วต้มรวมกัน ดื่มแทนน้ำซุปได้ ส่วนเนื้อเห็ดนำไปผัดหรือยำ
สรรพคุณ - เป็นอาหารบำรุงตับ (มันฝรั่งต้มหรือนึ่งช่วยบำรุงตับ) ตับไม่แข็งแรง จะมีผลดังนี้
- - อารมไม่ดี
- - การสร้างเม็ดเลือดแดงจะไม่ดี
- - ไทรอยด์ อาจเป็นพิษได้
- - ตัวผอมแต่พุงป่อง เนื่องจากตับมีปัญหา
- - ช่วยล้างสารพิษตกค้างในตับ ล้างไขมันในตับ
- - สลายพังผืดในมดลูก
- - ลดอนุมูลอิสระ ลดเซลล์มะเร็ง
- - เพิ่มเม็ดโลหิตขาว ลดไขมันในเส้นเลือด
หมายเหตุ เห็ดอาจเป็นเห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดโคน เห็ดหอม เห็ดหูหนูขาว เห็ดหูหนูดำ ฯลฯ
เอาแค่สามอย่าง อาจนำมาทำอาหาร เช่น ยำ ต้มยำ หรืออื่นๆ กินก็ได้
3. น้ำกระชายปั่นกับน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาว
เครื่องปรุง กระชาย 1 ขีด
น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
มะนาว 2 ลูก
วิธีทำ กระชายล้างน้ำให้สะอาด ปั่นให้ละเอียด เติมน้ำสะอาดลงไป 2 แก้ว กรองเอาแต่น้ำ ใส่น้ำผึ้งและ
มะนาวลงไปผสม ปรุงรสตามใจชอบ ดื่มได้เลย
สรรพคุณ - บำรุงกระดูก (เพราะมีแคลเซียมสูง)
- - บำรุงสมอง เพราะทำให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนกลางดีขึ้น
- - ปรับสมดุลของฮอร์โมน
- - ปรับสมดุลของความดันโลหิต (ความดันโลหิตที่สูงจะลดลง ความดันโลหิตที่ต่ำจะสูงขึ้น)
- - แก้โรคไต ทำให้ไตทำงานดีขึ้น - ป้องกันไทรอยด์เป็นพิษ - บำรุงมดลูก - แก้ปัญหาผมหงอกผมร่วง
- - อาการกระเพาะปัสสาวะเกร็ง (กรณีนี้อาจใช้เม็ดบัวต้มกิน)
- - ควบคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต - แก้ปัญหาไส้เลื่อน
4. กระเจี๊ยบแดงสด + พุทราจีน
เครื่องปรุง กระเจี๊ยบ 1 ขีด
พุทราจีนแห้ง 2 ขีด
น้ำตาลทรายเล็กน้อย (หรือไม่ใส่ก็ได้)
วิธีทำ ล้างกระเจี๊ยบให้สะอาด ใส่ในหม้อใบใหญ่ ใส่น้ำประมาณ 4 ลิตร ล้างพุทราจีนให้สะอาด บีบให้แตก
ใส่ลงไป ต้มเคี่ยวให้เดือด ประมาณ ครึ่งชั่วโมง ยกลงใช้ดื่มแทนน้ำ หรือชอบหวานก็เติมน้ำตาล
สรรพคุณ - ช่วยลดอาการของหัวใจโต (หัวใจโตมาจากปัญหาของเยื่อหุ้มหัวใจ) หัวใจโตเพราะในเลือดมี
โซเดียมฟอสเฟตน้อย แต่มีโปรแตสเซียมฟอสเฟตมาก ให้งดกินผลไม้สดทุกชนิดกินได้เฉพาะผลไม้ดอง
ผลไม้แช่น้ำผึ้ง ไม่กินอาหารที่ ผัดหรือทอดด้วยน้ำมันพืช
- - ป้องกันเส้นเลือดในสมองเปราะ
- - ลดความดันโลหิตสูง
- - ลดไขมันในเส้นเลือด ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดตีบ
- - แก้อาการสมองเสื่อม
- - ชาปลายนิ้ว
5. โยเกิร์ต + นมสด + น้ำผึ้ง + น้ำมะนาว
เครื่องปรุง โยเกิร์ต 1/2 ถ้วย
นมสด 1 กล่อง
น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
มะนาว 1 ลูก
วิธีทำ นำเครื่องปรุงทั้งหมดผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามใจชอบ
สรรพคุณ - ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหาร ตับ ม้าม ทำให้ระบบดูดซึมบกพร่อง เป็นต้นเหตุของ
ปัญหาเหล่านี้คือ
1. ถุงน้ำดีข้น เมื่อถุงน้ำดีข้น ผลที่ตามมาได้แก่ - นอนไม่หลับ (ไขมันเกาะผนังลำไส้เล็กมาก)
- อารมณ์ฉุนเฉียว - ถ้าข้นถึง 80 % จะเป็นนิ่วในไต - เหงือกบวม (การนอนไม่หลับเต็มอิ่มทำให้
เหงือกบวมได้) - สายตาจะเสื่อม - ทำให้ปวดเมื่อยตามร่างกาย - ส่งผลกระทบไปถึงปอด
2. เลือดเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้มึนศรีษะ
3. ไตจะเสื่อมเพราะต้องทำงานหนัก เมื่อไตเสื่อมเป็นผลให้ความจำลดลง
- ไตซ้ายผิดปกติ ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์สุนทรีย์ รักสวยรักงามจะลดลง และ เป็นคนขี้ร้อน
- ไตขวาผิดปกติ ความจำจะลดลง และ เป็นคนขี้ หนาว
4.เลือดเลี้ยงหัวใจน้อย ถ้าเลือดเลี้ยงหัวใจเหลือเพียง 30 % เครื่องมือแพทย์จะตรวจพบ
อาการของ โรคหัวใจ
5.ม้ามชื้น ทำให้อาหารและน้ำ ที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมัน เป็นผลให้อ้วนง่าย
6. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด คนม้ามโตกินอาหารเท่าไรก็จะไม่อ้วน (ม้ามเป็น
ตัวควบคุมเม็ดเลือดขาว และน้ำเหลือง)
7. กรณีไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ มีผลดังนี้
- จะเป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง - กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ - เกิดโรค ภูมิแพ้
8. ไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือด จะลำบาก
หมายเหตุ โยเกิร์ต + นมสด + น้ำผึ้ง + มะนาวนี้ ถ้ากินช่วงเช้าจะช่วยความอ้วน แต่ถ้ากินช่วงบ่าย
(หลังบ่ายสามโมง) จะเพิ่มความอ้วน
สูตรเด็ด
- สับปะรดกับโหระพา ปั่นสด กรอง
- เพิ่มเม็ดเลือดแดง และ เม็ดเลือดขาว ทำให้สุขภาพแข็งแรง
- น้ำกระชาย (จะใส่โหระพาด้วยก็ได้) ปั่นกรอง
- ปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศทั้งหญิง และ ชาย
- บำรุงกระดูก บำรุงผมๆ จะดำ แก้ต่อมลูกหมากโต
- ปรับความดันโลหิต
- กระเจี๊ยบ + พุทราจีน ต้มดื่ม
- ลดไขมันในเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ไม่แตกง่าย ลดหินปูน
- น้ำเห็ด 3 อย่าง (เห็ดอะไรก็ได้) ต้มรวมกัน
- ล้างพิษในตับต้านมะเร็ง
- ลดการเกิดเนื้องอกของอวัยวะภายใน
- ลดไขมันในตับ และ ในเลือด
- มะละกอดิบ (ห่าม) + ใบหม่อน ต้ม
- ล้างไขมันที่เคลือบลำไส้ ช่วยให้การดูดซึมดีขึ้น
- รากเตยหอม + มะตูม
- ฟื้นฟูตับอ่อนให้แข็งแรง (ลดเบาหวาน)
- ถั่ว 5 สี + ลูกเดือย + เม็ดบัว + รากบัว + มันเทศ ต้มปั่น
- ผิวจะใส บำรุงกระดูก เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ ลดน้ำหนัก
- ขมิ้นชัน ขูดเปลือกทิ้ง หั่นชงชา
- แก้ไอ ขับเสมหะ
- บอระเพ็ด ต้ม 1 เกียก น้ำผึ้งผสมมะนาว
- นิ่วในถุงน้ำดี
- ใบมะยม ต้มในน้ำเห็ด 3 อย่าง
- เบาหวาน ปวดข้อ
- ใบบัวบก + กระชาย 3 ราก + น้ำ 1 แก้ว ปั่นกรอง
- เอามา 2 ช้อนโต๊ะ เจือจาง ดื่ม
- ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ไม่หลงลืม ต้านสมองฝ่อ
กระเจี๊ยบเขียว 7 กำมือ ต้มกินหมดใน 2 - 3 วัน
- ขับตัวจี๊ด
- ดอกอัญชัน กินสด ต้มน้ำ
- ป้องกันมะเร็ง และ เนื้องอก
- ฟื้นฟูระบบหัวใจ ตับ ปอด ม้าม
- ดูแลระบบน้ำเหลือง
- ราง จืด
- ลดพิษในตับ
- ผสมน้ำซาวข้าว จะถอนพิษนิโคติน (สำหลับคนจะอดบุหรี่)
- ดอกปีบ
- บำรุงปอด ถุงลม แก้หอบหืด
- รากหญ้าคา + เก๋ากี๊ + เก๊กฮวย ต้มดื่ม
- แก้นอนไม่หลับ
- กระเทียม
- โรคหัวใจ และ หลอดเลือด สมอง
สมุนไพรรักษาสิว
สมุนไพรครับ ตัวนี้เห็นผล 100%
เมื่อท่านซื้อมังคุดมากิน จะเหลือเปลือกให้เอาเนื้อเปลือกมาขยี้ ให้เละแล้วเอาน้ำผสม พอกหน้า
-เปลือกมังคุดบดผง 100%
“มังคุด”ผลไม้ที่ถูกยกย่องให้เป็น ราชินีของผลไม้ แต่นอกเหนือจากความอร่อยของเนื้อในมังคุดแล้ว เปลือกของมังคุดนั้น คนไทยเรายังได้รู้จักนำเอาเปลือกไปใช้ประโยชน์เป็นยารักษาโรคมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาเปลือกมังคุดมาใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วง สรรพคุณที่โดดเด่นของเปลือกมังคุดที่เรารู้จักใช้กันมานานคือการใช้เปลือกมังคุดในการรักษาโรคผิว สิวต่างๆ บรรเทาอาการผดผื่น โดยใช้เปลือกมังคุดแห้งมาต้มน้ำอาบ หรือใช้น้ำต้มเปลือกมังคุดทาบริเวณที่มีอาการ และด้วยคุณสมบัติดังกล่าวนี้เอง เปลือกมังคุดจึงถูกดึงมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น สบู่ที่ช่วยบรรเทาโรคผิวหนัง สบู่รักษาสิวฝ้า ซึ่งเป็นที่นิยม
จริงๆแล้วเปลือกมังคุดได้รับการพิสูจน์และยืนยัน จากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ค้นพบว่า รสฝาดในเปลือกมังคุดมีสารที่เรียกว่า แทนนิน(tannin)ซึ่งมีฤทธิ์สมานแผลช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น สารแซนโทน(Xanthon)ช่วยยับยั้งเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังได้ และสารที่มีชื่อเรียกเฉพาะชื่อเดียวกับมังคุดว่า แมงโกสติน (Mangostin) มีฤทธืช่วยลดการอักเสบ และต้านแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง
ผลวิจัยจะพบว่าเปลือกมังคุด เปลือกทับทิม มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มาก มีคุณสมบัติการต้านอนุมูลอิสระที่เหมาะสมมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ และพบว่าเปลือกมังคุดประกอบด้วยสารธรรมชาติ GM-1 ซึ่งมี คุณสมบัติเด่น 4 ประการ คือ
1. ระงับการเจริญของเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุสิว
2. ต้านการอักเสบ
3. ต้านอนุมูลอิสระ
4. ช่วยสมานผิว กระชับรูขุมขน
วิธีใช้ ใช้ ผสมน้ำเปล่าเท่านั้นอย่าให้ข้นหรือใสเกินไป พอกหน้าจนแห้งแล้วล้างออก หรือแต้มหัวสิวหนอง ยุบทันใจใน1-2วัน
-บัวบกบดผง100%
ผลจากงานวิจัยสกัดสารต้านสิว ในบัวบกมีกลุ่มสารสำคัญจำพวกไตรเทอร์ปีน และกลัยโคไซด์ของไตรเทอร์ปีน ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีผลการวิจัยรองรับมาก มาย ทั้งการศึกษาในสัตว์ ทดลองและในคน โดยพบว่าสารในบัวบกมีฤทธิ์ในการรักษาแผลกระตุ้น การสร้าง collagen เร่งขบวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ จึงช่วยเร่งให้แผลหายเร็วขึ้น และมีประโยชน์ในการรักษาแผลเป็นและ keloid โดยสามารถลดการเกิดfibrosis จึงช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็นได้
สารสกัดบัวบกยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอาการแพ้ จึงช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดหรืออักเสบ เนื่องจากแมลงกัดต่อย และลดอาการข้ออักเสบในคนไข้ได้อีกด้วย จากผลการทดลองใช้ครีมบัวบกทาแผลอักเสบหลังผ่าตัด พบว่าช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ สารสกัดน้ำบัวบกมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ S.aureus และเชื้ออื่นๆ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดหนองได้ โดยผลต่อการเรียนรู้สารสกัดน้ำของบัวบก ขนาด 200 มก./กก. สามารถทำให้การเรียนรู้และความจำของหนูทดลองดีขึ้น ทั้งยังพบว่าสารสกัดบัวบกช่วยเพิ่มความสามารถ ในการเรียนรู้ของหนูที่มีอาการอัลไซเมอร์ได้
จากการวิจัยของ รศ.ดร.วันดี กฤษณพันธ์ อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าบัวบกชนิดก้านขาว ให้สารสกัดน้อยกว่าบัวบก ชนิดก้านแดง โดยบัวบกทั้งสองชนิด ประกอบด้วยสารสำคัญ asiaticoside และสารอื่นๆ ไม่แตกต่างกัน ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้ศึกษาวิจัยการ นำสารสกัดบัวบกมาผลิต เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลายชนิด
โดยพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารสกัดบัวบก ในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยในการสมานผิว ป้องกันรอยแผลเป็น ช่วยลดความหยาบกร้านของผิว และลดการสะสมของแบคทีเรียได้อย่างดี บัวบกที่มีฤิทธิ์ฆ่าเชื้อ เมื่อใช้แต้มหัวสิว จากการทดลองในกลุ่มตัวอย่าง พบว่าทำให้สิวแห้งและหายเร็วขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
วิธีใช้ นำมาผสมน้ำสะอาด พอกหน้าแห้งแล้วล้างออก
ทนาคา" พาสวยด้วยสมุนไพรสืบตำนานโบราณ... เน้นงามแบบผิวพม่าฯ
ถ้าเป็นสมุนไพรไทยที่เกี่ยวกับผิวพรรณละก็ต้องนี่เลย "ขมิ้นชัน" แต่ถ้าเป็นสมุนไพรเคล็ดลับผิวสวยของพม่าก็ต้อง "ทนาคา" หรือ "กระแจะ" ไม้ยืนต้นขนาดเล็กที่เวลานี้ถูกนำมาเป็นส่วนผสม ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลายหลาก เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า "ไม้ทนาคา" นั้น พม่าใช้ฝนกับหินผสมกับน้ำ ใช้ประทินผิวมาแต่โบราณ จนมีสำนวนเปรียบเทียบว่า "ผิวพม่านัยน์ตาแขก"ผิวสาวพม่าส่วนใหญ่จึงสวย เนียน และผิวค่อนข้างละเอียด เนื้อไม้ทนาคา ซึ่งเป็นสมุนไพรที่พบได้มาก จากทางฝั่งพม่า เมื่อตากแห้งสนิทและนำมาบดผงแล้วสามารถนำมาผสมทำครีมพอกหน้าได้อย่างวิเศษ สามารถผสม
*น้ำผึ้ง(สำหรับคนผิวแห้ง)
*น้ำมะขามเปียก(สำหรับผิวที่ด่างดำ)
*ขมิ้นชัน(สำหรับผิวที่มีสิว)
*นมสดรสจืด(สำหรับผิวที่ต้องการความนุ่มเนียน)
*โยเกิร์ต (สำหรับผิวที่ต้องการความนุ่มและใส)
เมื่อบดผสมจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ก็จะได้ครีมสำหรับพอกหน้าที่มีเนื้อสัมผัสไม่ถึงกับละเอียดนัก ทั้งนี้ เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกเผยผิวใหม่ เนื้อครีมอุดมไปด้วยสมุนไพร ที่มีสรรพคุณช่วยประทินผิว มีกลิ่นหอมสมุนไพรธรรมชาติ (ไม่แต่งกลิ่น) และไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อผิว"
วิธีใช้ เพียงนำครีมผสมให้ข้น(ผสมครั้งต่อครั้ง ห้ามผสมทิ้งไว้) มาพอกทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แห้งแล้วใช้มือขัดออก ทำทุกวันก่อนอาบน้ำ แค่สัปดาห์เดียวจะรู้สึกว่าผิวหน้า ที่แห้งหยาบกร้าน กลับมาชุ่มชื้นมีน้ำมีนวล และดูเนียนขึ้น รูขุมขนกระชับขึ้น ส่วนริ้วรอยจากฝ้า หรือกระ ที่มีอยู่จะค่อยๆ จางลง
*นี่คือภูมิปัญญาจากสมุนไพรพื้นบ้าน ที่สามารถแต่งเติม ความงามได้ไม่แพ้ครีมของนอก หรืออีกนัย ถ้าคุณได้ลองอาจจะดีกว่าของนอก ถูกกับผิวชาวเอเชียอย่างเรามากกว่าด้วยซ้ำค่ะ*
ข้อมูล ความมหัศจรรย์ของทนาคา จากไทยรัฐ ฉบับวันที่ 21มค.48 หน้า7
ลีกลงไปในใต้พื้นพิภพปฐพี ลี้ลับด้วยทะเลสาบใต้ดินที่แท้คือสายน้ำแร่อันทรงคุณค่าที่มนุษย์ค้นหา และพบว่าตะกอนโคลนที่ปนเปื้อนมากับน้ำใต้พิภพนั้นช่วยสร้างสรรค์ผิวพรรณให้ผุดผ่อง และช่วยการหมุนเวียนของโลหิตให้ชีวิตสดใสใครเลยจะรู้ว่า ทั้งปฐพีมีแหล่งโคลนเช่นนี้อยู่เพียงสามแห่งเท่านั้นในโลก และหนึ่งในสามแหล่งนั้น นั่นคือ ภูโคลน แหล่งโคลนสุขภาพของเมืองไทย...ภูโคลน จ.แม่ฮ่องสอน
จากแหล่งโคลนสุขภาพของเมืองไทย ภูโคลน สู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามจากธรรมชาติสำหรับคุณ ภูโคลนคือแหล่งน้ำแร่และโคลนธรรมชาติ ที่มาจากสายน้ำแร่ใต้พื้นดินที่มีความร้อนตั้งแต่ 60-140 องศาเซลเซียส เป็นโคลนเดือดบริสุทธิ์สีดำที่ขึ้นมาพร้อมกับสายน้ำแร่ธรรมชาติที่สะอาดไม่มีกลิ่นของกำมะถันซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อผิวหนัง และระบบไหลเวียนโลหิตของมนุษย์
คุณสมบัติ
โคลนสุขภาพ ใช้เพื่อผิวพรรณที่สะอาดใส เนียนนุ่ม
โดยมีคุณสมบัติสามารถดูดซับความมันส่วนเกินและสิ่งสกปรก
ที่ติดตามรูขุมขนอันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด สิว สิวเสี้ยน และริ้วรอยหมองคล้ำ
อีกทั้งส่วนผสมของแร่ธาตุที่สำคัญยังเป็นอาหารบำรุงเซลล์ผิว
และช่วยกระตุ้นให้เซลส์ผิวทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อหน้าไม่มันปัญ
รายละเอียด คำแนะนำและวิธีใช้
โคลนสุขภาพ เพื่อผิวพรรณสะอาดใส เนียนนุ่มและคงความชุ่มชื้นของสภาพผิวสู่สมดุลธรรมชาติ และยังสามารถดูดซับความมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่ติดตามรูขุมขนอันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวเสี้ยนและสิวอักเสบต่างๆ และริ้วรอยหมองคล้ำอีกทั้งส่วนผสมของแร่ธาตุที่สำคัญยังเป็นอาหารบำรุงเซลส์ผิวและช่วยกระตุ้นเซลส์ผิวทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
โคลนสุขภาพ ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100%ไม่มีส่วนผสมหรือแต่งเติมสารสังเคราะห์ของสารเคมีใดๆ จึงเหมาะกับทุกสภาพผิว
วิธีใช้
1. เตรียมส่วนผสมโคลน ลาโบเต้ 1 ช้อนชา เตรียมโยเกิร์ตรสธรรมชาติไม่มีผลไม้เจือปน 2 - 3 ช้อนชา นำโคลน ลาโบเต้ ผสมกับโยเกิตคนให้เข้ากัน (อาจใช้สมุนไพรไทย นำผึ้ง มะนาว หรือผักผลไม้ ปั่นเช่น แครอท ว่านหางจระเข้ ,แตงกวา )
2. ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง แล้วนำโคลน ที่ผสมไว้ทาให้ทั่วบริเวณใบหน้าทิ้งไว้ให้แห้งนานประมาณ 15 – 20 นาที
3. ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
**สำหรับผิวแห้งควรใช้เฉพาะโยเกิตพอกหน้าอีกครั้งทิ้งไว้นานประมาณ 10 –15นาที
4.ล้างออกด้วยน้ำสะอาดเช็ดให้แห้งเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดควรใช้น้ำแร่ธรรมชาติ ลาโบเต้เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและปรับสภาพความสมดุลของผิว
คำแนะนำการใช้
ผิวหน้าที่มีสภาพมันควรใช้ผลิตภัณฑ์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ผิวหน้าที่มีสภาพปกติควรใช้ผลิตภัณฑ์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
ผิวหน้าที่มีสภาพแห้งควรใช้ผลิตภัณฑ์ 2 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้ง
-ว่านนางคำ100%
ว่านนางคำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma amada (aromatica) หัวว่านมีสีเหลืองเข้ม กลิ่นหอม เป็นสมุนไพรตัวหนึ่งของต้นตำรับความงามโบราณ มีเรื่องเล่ากันว่า "พระนางคลีโอพัตรา" ใช้ว่านนางคำเป็นตัวช่วยประทินผิวให้งดงามอยู่ตลอดเวลา ในหัวว่านนางคำมีสาร curcumin และวิตามินหลายชนิด ช่วยบำรุงผิว ป้องกันเม็ดผดผื่น ช่วยทำสะอาดผิวกาย ลดรอยตกกระและจุดด่างดำ เนียนนุ่ม รักษาผดผื่นคัน และรักษาอาการคันจากการแพ้ตามร่างกายรักษาผิวพรรณให้ดูผุดผ่องสวยงามดี รักษาโรคผิวหนัง
วิธีใช้ สำหรับผิวหน้าและผิวกาย ใช้ขัดและพอกผิวโดยผสมกับน้ำ หรือถ้าจะให้ได้ผลดี ควรผสมกับนม หรือโยเกิร์ต กับน้ำผึ้ง จะช่วยทำให้ผิวนุ่มเนียน สวยยิ่งขึ้น
edit @ 30 Oct 2008 01:11:30 by Good Life ThaiHerb 4 U